คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่มงานเภสัชกรรม และคุ้มครองผู้บริโภค

กลุ่มงานเภสัชกรรม และคุ้มครองผู้บริโภค

ความปลอดภัยและการเลือกใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจ

1280-3d-printed-drug-store

ยากลุ่ม Non-steroidal anti-inflammation drug หรือ “NSAIDs” เป็นยาแก้ปวด ลดอักเสบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่จากการศึกษาพบว่า NSAIDs สามารถเพิ่มความเสี่ยงในผู้ป่วยโรคหัวใจในกลุ่มต่างๆได้ ดังนี้

  • ผู้ป่วย Myocardial infarction (MI)                                                                                                       NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด Recurrence MI 1.25-1.63 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต 1.5-2.8 เท่า ซึ่งยาที่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงสูง ได้แก่ Diclofenac, Ibuprofen และ Celecoxib ยาที่เพิ่มความเสี่ยงได้ต่ำ คือ Naproxen ดังนั้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจเลือกใช้ Naproxen
  • ผู้ป่วย Stroke                                                                                                                                     NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด Ischemic stroke มากกว่า Hemorrhagic stroke ยาที่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงสูง ได้แก่ Naproxen ส่วน Celecoxib มีความเสี่ยงในการเกิดต่ำ ดังนั้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจเลือกใช้ Celecoxib
  • ผู้ป่วย Heart failure                                                                                                                       NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการหัวใจล้มเหลวกำเริบและเพิ่มอัตราการนอนโรงพยาบาลได้สูง จากการที่ทำให้เกิดการคลั่งของเกลือมายิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • ผู้ป่วย Hypertension                                                                                                                           NSAIDs เพิ่ม Systolic blood pressure (SBP) และ Mean arterial blood pressure (MAP) ได้ ซึ่งยาที่เพิ่ม SBP และ MAP ได้แก่ Indomethacin, Piroxicam ถ้าจำเป็นต้องใช้ NSAIDs ในระยะยาวควรติดตามความดันโลหิตอย่างใกล้ชิดFacilitating-cardiovascular-health
  • ผู้ป่วย Atrial fibrillation (AF)                       NSAIDs เพิ่มอุบัติการณ์การในการเกิด AF จากการที่ผู้ป่วยมีโรคร่วมอื่นๆแล้วพัฒนากลายเป็น AF ต่อมา พบอุบัติการณ์การเกิด AF สูงในผู้ป่วยไตเรื้อรัง, หอบหืด และ ปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ใช้ Selective COX-2 (เช่น Celecoxib)

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาควรใช้ NSAIDs ในขนาดที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะมีประสิทธิภาพในการลดการปวดและใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด

เอกสารอ้างอิง :                                                                                                                                       Danelich, I. M., Wright, S. S., Lose, J. M., Tefft, B. J., Cicci, J. D., & Reed, B. N. (2015). Safety of Nonsteroidal Antiinflammatory Drugs in Patients with Cardiovascular Disease. Pharmacotherapy: The Journal of Human Pharmacology and Drug Therapy.

Oseltamivir เพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย!!!

dt_140827_rope_hang_suicide_depression_800x600

“Oseltamivir” เป็นยาต้านไวรัส ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ (Influenza A, B) มีรายงานในประเทศญี่ปุ่นพบว่าผู้ป่วยที่ใช้ Oseltamivir ได้ฆ่าตัวตายไป 3 ราย ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มผู้ป่วยเด็ก (อายุน้อยกว่า 18 ปี) ทั้งหมด จากการศึกษาอาการไม่พึงประสงค์ก่อนหน้านี้ พบว่าผู้ป่วยที่ใช้ Oseltamivir มีโอกาสเกิดภาพหลอน เกิดอาการทางจิตเภทและพยายามฆ่าตัวตายมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยา กลไกที่ Oseltamivir ทำให้เกิดอาการทางจิตและการฆ่าตัวตายยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าอาการทางจิตจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากที่เริ่มใช้ยาและสามารถหายไปเองได้หลังจากหยุดยาไปสักระยะหนึ่ง สำหรับขนาดยาที่ทำให้เกิดอาการเป็นขนาดยาปกติที่ใช้ในการรักษา ดังนั้นในผู้ป่วยที่ใช้ Oseltamivir ควรมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังการเกิดอาการทางจิตในผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี

เอกสารอ้างอิง

  • Smith, J. R., & Sacks, S. (2009). Incidence of neuropsychiatric adverse events in influenza patients treated with oseltamivir or no antiviral treatment.International journal of clinical practice63(4), 596-605.
  • Lewis, L. L. (2012). Tamiflu (oseltamivir phosphate) Pediatric Safety UpdateL Background Summary and Review of Clinical Review Team Activities, 2007 to Present. 2012. US Food and Drug Administration.
  • Chung, S., & Joung, Y. S. (2010). Oseltamivir (tamiflu) induced depressive episode in a female adolescent. Psychiatry investigation7(4), 302-304.

Drug-Induced Photosensitivity

photosensitivityPhoto-induced drug eruption (PIDEs) หรือ Photosensitive drug eruption มีรายงานการเกิดเป็น 8% ของอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังทั้งหมด อาการทางผิวหนังจะเริ่มเกิดหลังจากที่ใช้ยาและได้สัมผัสแสง ซึ่งอาจเกิดขึ้นทันที หรือเกิดหลังจากนั้นเป็นระยะเวลานานก็ได้ โดยกลไกการเกิดอาจเกิดจากยาหรือ Metabolite ของยาสามารถดูดซับแสง UV จากนั้นซึมซับเข้าสู่ชั้นผิวหนังชั้นใน

การแบ่งประเภท PIDEs สามารถแบ่งเป็น                                            

  • Photoallergic : สัมพันธ์กับภูมิคุ้มกัน ลักษณะอาการเป็น Eczematous eruption
  • Phototoxic : ไม่สัมพันธ์กับภูมิคุ้มกัน แต่อาจได้รับยาในขนาดสูงร่วมกับคลื่นแสงที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา ลักษณะอาการเป็นผื่นผิวหนังแดงไหม้                                                                                                 นอกจากนี้ยังสามารถพบลักษณะทางผิวหนังอื่นๆได้อีก เช่น lichenoid eruption, Onycholysis, erythema multiforme, hyperpigmentation, telangiectasia, pseudoporphyria ซึ่งลักษณะสำคัญของอาการทางผิวหนังที่พบ มักจะพบในบริเวณที่สัมผัสกับแสงเท่านั้น คือ ใบหน้า, คอ (V of neck), มือ และแขน

ยาที่พบว่าเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ Tetracycline, doxycycline, nalidixic acid, voriconazole, amiodarone, hydrochlorothiazide,naproxen, piroxicam, chlorpromazine and thioridazine

 เอกสารอ้างอิง

  • Drucker, A. M., & Rosen, C. F. (2011). Drug-induced photosensitivity. Drug safety34(10), 821-837.sunshine

Pioglitazone …ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ!!!!!!!

download

สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาขอแจ้งเตือนเกี่ยวกับพบสัญญาณ ความเสี่ย งการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ   อาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่ใช้ยา pioglitazone เมื่อใช้เป็นเวลามากกว่า 2 ปีและขอความร่วมมือสถานพยาบาลและบคลากรทางการแพทย ์ให้ใช้ยาดังกล่าวด้วยความระมัดระวังและเมื่อมีประโยชน์มากกว่า
ความเสี่ยงเท่านั้น ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้อยู่ ไม่ควรหยุดยาเอง ให้ขอคำแนะนำจากแพทย ์   อ่านเพิ่มเติม ….

images

 

เตือน!!!! อย่าหลงเชื่อ เครื่องดื่มคาวตอง และเครื่องดื่มธัญพืชสกัดอ้างรักษาสารพัดโรค

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เตือนผู้บริโภคอย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคาวตอง และเครื่องดื่มธัญพืชสกัดกล่าวอ้างสรรคุณป้องกัน รักษาโรคต่าง ๆ เช่น ล้างสารพิษ โรคเอดส์ เบาหวาน มะเร็ง หอบหืด ภูมิแพ้ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอว และโรคร้ายแรงอื่น ๆ โดยพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคาวตองมีการโฆษณาในรูปแบบการจัดอบรม โดยขอความร่วมมือผู้นำชุมชนช่วยประชาสัมพันธ์การจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ที่มีสรรพคุณในการใช้บำบัดรักษาโรค และแจกต้นกล้าสมุนไพร เพื่อนำไปปลูก โดยชักชวนประชาชนในชุมชนโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังมารับฟัง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการโฆษณาจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม คาวตอง โดยโฆษณาอวดอ้างการบำบัดโรค ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มธัญพืชสกัดก็มีการโฆษณาในลักษณะคล้าย คลึงกัน ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อสรรคุณว่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคนอกจากเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว หากมีโรคประจำตัวอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยคาดไม่ถึง และหากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงทางสื่อต่าง ๆ หรือโฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยการขายตรง ขอให้แจ้งได้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อทางราชการจะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

หมายเหตุ..ข้อมูลจาก ข่าวสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่