คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่มงานเทคนิคบริการ

กลุ่มงานเทคนิคบริการ

เราเป็นเด็กติดเกมหรือไม่??

12488454611248856208l

มากขนาดไหนคือติดเกม เราเป็นเด็กติดเกมหรือไม่?? มาดูลักษณะของการติดเกมกัน

ลักษณะของการติดเกม

•ใช้เวลาเล่นเกม เกิน 2 ชมต่อวัน

•รบกวนหน้าที่ การเรียน  ขาดทักษะสังคม ขาดความสัมพันธ์ในบ้าน และกับเพื่อนนอกบ้าน

•หมกมุ่นจริงจัง 

•ขาดไม่ได้ จะมีอาการรุนแรง  อารมณ์เสีย

•บุคลิกภาพผิดไปจากเดิม

•ใช้เงินมาก  แอบทำ โกหก ขโมยเงินไปเล่น

 

ปัญหาตามมา

เมื่อไม่นานมานี้เอง วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งติดตามดูเด็กติดเกมระดับประถมและมัธยมจำนวนสามพันกว่าคนในอเมริกา ฮ่องกง และสิงค์โปร์ โดยตามดูนาน 2 ปี พบว่าการติดเกมทำให้เด็ก (1) สูญเสียทักษะทางสังคม (2) การเรียนแย่ลง (3) เป็นโรคซึมเศร้าง่ายขึ้น ยิ่งติดเกมมาก ยิ่งมีสามปัญหานี้มาก 

ลักษณะพ่อแม่ที่มีลูกติดเกม

                พ่อแม่ควรทบทวนตัวเองว่าลักษณะต่างๆต่อไปนี้ มีบ้างหรือไม่  ถ้ามีการแก้ไขจะช่วยป้องกัน และรักษาเด็กติดเกมได้ผล          

1.       ใจอ่อน

2.       ตามใจ

3.       ไม่มีเวลา

4.       ขาดอำนาจส่วนตัว

ลักษณะเด็กที่จะติดเกมง่าย

                เด็กที่มีลักษณะต่อไปนี้  ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  มีโอกาสติดเกมได้ง่าย  หรือถ้าเริ่มเล่นเกมต้องคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด

•สมาธิสั้น  ปัญหาการเรียน   (LD)

•ปัญหากับเพื่อน ขาดทักษะสังคม

•ปัญหาอารมณ์  เหงา  เครียด  ซึมเศร้า

•ขาดการยับยั้งใจตนเอง  Disinhibition 

•รอคอยไม่ได้  Immediate gratification 

•ขาดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง Low self esteem

 

ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จ

•พ่อแม่ผู้ใหญ่ตรงกัน เป็นทีม เสริมกัน

•มองในแง่ดี 

•ชมเชยข้อดี ความสำเร็จ

•desensitization  มีกิจกรรมเสริม  ทดแทน  ให้สนุกสนาน  อย่าห้ามเฉยๆ 

•คอยกำกับให้เป็นไปตามที่ตกลง  เอาจริง สม่ำเสมอ ไม่รุนแรง  “เอาจริง อย่างนุ่มนวล”

•มีวิธีเตือนดีๆ  มองในแง่ดี  ตกลงวิธีเตือน

 

 

 

อ้างอิง

http://www.healthygamer.net/information/story/10753 การป้องกันและช่วยเหลือเด็กติดเกม   นพ.  พนม  เกตุมาน  สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล

http://visitdrsant.blogspot.com/2011/01/blog-post_28.html  ลูกติดเกม จะเป็นโรคจิตไหม         นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

 

การแปลผลตรวจการตรวจสุขภาพประจำปีทางห้องปฏิบัติการ ร.พ.แม่ออน

ตรวจสุขภาพประจำปี

การแปลผลตรวจการตรวจสุขภาพประจำปีทางห้องปฏิบัติการ ร.พ.แม่ออน 

CBC    Complete blood count ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

  • Haemoglobin ฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่จับกับออกซิเจนเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และจะพบว่าต่ำกว่าปกติถ้ามีโลหิตจาง ค่าปกติ 12-16 mg/dl
  • Haematocrit คือการตรวจความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในเลือดจะพบว่าต่ำกว่าปกติถ้ามีโลหิตจาง
  • WBC (เม็ดเลือดขาว) ทำหน้าที่ในการป้องกันการติดเชื้อโรคและสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย โดยแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ห้า ชนิด ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน ค่าปกติ WBC count 5,000-10,000 cell/cu.mm

-          Neutrophils เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่สนองตอบต่อการอักเสบเฉียบพลันหรือติดเชื้อในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อแบคทีเรีย คนปกติที่ไม่มีการติดเชื้อจะมีนิวโตรฟิลประมาณ 35-75 % ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด

-          Lymphocyte เป็นเม็ดเลือดขาวตัวเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นพลเมืองหลักของเม็ดเลือดขาวทั้งหลาย มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคแทบจะทุกรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัส คนปกติจะมีลิมโฟไซท์ประมาณ 25-35% 

-          Eosinophils เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่สนองตอบต่อปฏิกิริยาแพ้ ซึ่งมักขึ้นสูงเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่ร่างกายแล้วร่างกายแพ้ เช่นมีพยาธิชนิดที่ไชไปทั่วตัวหรือภูมิแพ้ เป็นต้น คนปกติไม่ควรมีอีโอซิโนฟิลเกิน 3%

-          Monocyte เป็นเม็ดเลือดขาวตัวโต ที่มีหน้าที่แบ่งตัวแปลงร่างกลายเป็นมาโครฟาจ (macrophage) ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคในกระแสเลือด โมโนไซท์เคลื่อนที่เร็ว มีเรื่องอักเสบติดเชื้อตรงไหนมันไปที่นั่นทันที คนปกติมีโมโนไซท์ออกมาในกระแสเลือด 1-10% ส่วนใหญ่มันจะอยู่ในม้าม

-          Basophils เป็นเม็ดเลือดขาวอีกแบบหนึ่งที่มีสีสันโดดเด่นผิดอย่างอื่นและมีหน้าที่เกี่ยวกับการต่อสู้สิ่งแปลกปลอมเฉพาะที่ เช่นถูกเห็บกัดที่ไหนเบโซฟิลจะไปที่นั่น คนปกติจะมีเบโซฟิลออกมาในเลือดไม่เกิน 1%

  • Platelet (เกร็ดเลือด)ทำหน้าที่ในการแข็งตัวของเลือดและป้องกันการเสียเลือด ค่าปกติ 140,000-440,000
  • RBC morphology เป็นการตรวจดูรูปร่างของเม็ดเลือดแดงเพื่อบ่งชี้ภาวะของโลหิตจาง

Chemistry เคมีคลินิก

เบาหวาน

การตรวจวัดระดับน้ำตาลใน เลือด เพื่อทำการคัดกรองโรคเบาหวาน และกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งใช้ติดตามผลการรักษาโรคเบาหวานด้วย ค่าปกติ FBS 75-100 mg%

โรคไขมันในเลือดสูง

  • Total cholesterol ระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด เป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเส้นเลือดสมอง รวมทั้งความดันโลหิตสูง พบในไขมันจากสัตว์ ค่าปกติ < 200 mg/dl
  • HDL-cholesterol ไขมันชนิดดี ไขมัน ชนิดดี HDL ทำหน้าที่ป้องกัีน LDL และ Cholesterol ไปสะสมที่เส้นเลือดและอวัยวะภายใน สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้โดยการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และรับประทานอาหารประเภทปลาทะเลเช่น ปลาแซลมอน ปลาเทราท์ ค่าปกติ > 35 mg/dl
  • LDL-Cholesterol ไขมันชนิดไม่ดี การติดตามการควบคุม ระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันความเสียงในการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ จะทำการติดตามผลของระดับ LDL ให้ลดลงในระดับที่เหมาะสม ค่าปกติ <130 mg/dl
  • Triglyceride ไตรกลีเซอไรด์ ไตรกลีเซอไรด์ได้จากการ สังเคราะห์ที่ตับและการรับประทานอาหารที่มีไขมัน สาเหตุที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงได้แก่ การไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ค่าปกติ < 200 mg/dl

โรคเก๊าท์

  • Uric acid ระดับยูริคในเลือดที่สูง กว่ามาตรฐานจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคเก๊าท์ โรคนิ่วในไต สาเหตุที่ทำให้ยูริคสูงขึ้นเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ผักบางชนิด เช่น แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก เช่นชะอม กระถินเป็นต้น ค่าปกติ M<7.2 F<6.0 mg/dl

การทำงานของไต

  • Blood urea nitrogen (BUN) เป็นการ วัดระดับปริมาณของเสียในร่างกายที่ตามปกติร่างกายจะสามารถขับออกไปได้ หากมีโรคไต จะทำให้มีการคั่งของสารชนิดนี้ในร่างกาย แต่อาจพบว่ามีค่าสูงขึ้นเล็กน้อยได้ หากอยู่ในภาวะขาดน้ำ รับประทานโปรตีนมากกว่าปกติ ค่าปกติ 5-24 mg/dl
  • Creatinine เป็นสารที่บ่งถึงการทำงานของไต ซึ่งถ้าหากมีค่าสูงกว่าปกติจะแสดงถึงการทำงานของไตที่แย่ลง

ค่าปกติ M<1.2 F<1.1mg/dl

การทำงานตับ

  • Serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT/AST)เอนไซม์ ที่พบได้จากเนื้อเยื่อของอวัยวะหลายชนิดได้แก่ หัวใจ กล้ามเนื้อ สมอง ตับอ่อน ม้าม และไต ซึ่งจะสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อมีการบาดเจ็บหรือการอักเสบของอวัยวะดังกล่าว ค่าปกติ M<35 F<31 U/L
  • Serum glutamic Pyruvic transaminase (SGPT/ALT)ลักษณะ เดียวกับ SGOT แต่มีความจำเพาะเจาะจงกับตับมากกว่า เนื่องจากพบได้ที่ตับมากกว่าอวัยวะอื่น ๆ ดังนั้นจะพบค่าเอนไซม์นี้สูงขึ้น เมื่อมีการอักเสบของตับ หรือการทำงานของตับมากขึ้นกว่าปกติเช่น การรับประทานยาบางชนิด ค่าปกติ M<45 F<34 U/L
  • Alkaline Phosphatase ตัวนี้จะสูงขึ้นในกรณีที่มีการอุดกั้นท่อน้ำดีใหญ่จากนิ่วหรือเนื้องอก และการอุดกั้นการไหลของน้ำดีในทางเดินน้ำดีเล็กภายในตับจากยา หรือ แอลกอฮอล์ alkaline phosphatase ยังพบได้ในอวัยวะอื่น เช่น กระดูก, รก และลำไส้ ค่าปกติ M<270 F<240 U/L

การตรวจปัสสาวะ (U/A)

การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจเพื่อดูการ ทำงานของไต และระบบทางเดินปัสสาวะ โดยการเก็บปัสสาวะต้องเก็บปัสสาวะส่วนกลาง โดยทิ้งส่วนต้นและส่วนท้ายออกเพื่อป้องกันการปนเปื้อนและสามารถแปลผลได้อย่างถูกต้อง ในการตรวจปัสสาวะจะเริ่มตั้งแต่การตรวจสี ความใส ความเป็นกรดด่าง และการตรวจหาสารต่าง ๆ ที่จะปนมาในปัสสาวะได้แก่

-ความขุ่น (Turbidity) ค่าปกติ ใส (clear) ปัสสาวะอาจจะขุ่นได้แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากแบคทีเรียในปัสสาวะที่ตั้งทิ้งไว้ อาหารและยาบางชนิดที่รับประทาน เช่น amorphous ของฟอสเฟต ยูเรต และคาร์บอเนต เป็นต้น ปัสสาวะขุ่นที่มีความผิดปกติ เช่น พบเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และ แบคทีเรียในผู้ที่มี การอักเสบของทางเดินปัสสาวะ

-ความเป็นกรด – ด่าง (pH) ค่าปกติ 4.0 – 8.0 เป็นการบอกความสามารถของไตในการควบคุมสมดุลกรด – ด่างของร่างกาย เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการเผาผลาญอาหาร ชนิดของอาหาร โรคและการใช้ยา ค่าความเป็นกรดและด่างของปัสสาวะมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาบางอย่าง และการตกตะกอนของสารบางอย่างในปัสสาวะทำให้เกิดนิ่วได้   ปัสสาวะเป็นกรด พบในภาวะ  อดอาหาร รับประทานโปรตีนมากไป การติดเชื้อ ยาบางชนิด ปัสสาวะเป็นด่างพบในภาวะกินเจ ยาบางชนิด

-ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ค่าปกติ 1.004 – 1.040 เป็นการวัดความสามารถของไตในการควบคุมความเข้มข้นและส่วนประกอบของของเหลวในร่างกายให้คงที่ อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป อุณหภูมิและการออกกำลังกาย  

  • ถ้าสูงเกินไป อาจจะเกิดจากร่างกายขาดน้ำ เช่น ดื่มน้ำน้อย ท้องร่วงรุนแรง และ ได้น้ำชดเชยน้อยเกินไปทำให้ขาดน้ำในกระแสเลือด ปัสสาวะจึงเข้มข้น
  • ถ้าต่ำไป อาจจะเกิดจากการดื่มน้ำมากเกิน ร่างกายจึงกำจัดน้ำ ออกมาทางปัสสาวะมาก หรือ เป็นโรคที่ทำให้มีปัสสาวะออกมามากผิดปกติ เช่น โรคเบาจืด

- โปรตีน ถ้าพบว่ามีโปรตีนปนมาในปัสสาวะต้องทำการตรวจการทำงานไตโดยละเอียดเนื่องจากอาจมีความผิดปกติของ

การทำงานไต

– น้ำตาล หากพบว่ามีน้ำตาลปนมาในปัสสาวะอาจบ่งถึงภาวะเบาหวานควรตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยภาวะเบาหวาน

– เลือด หากพบว่ามีเลือดปน อาจเกิดจากนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะเช่นมีเนื้องอกหรือมีการอักเสบของกระเพาะ ปัสสาวะ จึงต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ 

-คีโตน (Ketone)ค่าปกติ ไม่มี (Negative) การตรวจพบสารคีโตนในปัสสาวะอาจพบว่าเกิดจากการจำกัดอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารประเภท ไขมันเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นพลังงาน จะพบได้ในโรคเบาหวาน หรือ มีการจำกัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น

-เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells) ค่าปกติ ไม่มี (0-1)  ถ้าพบแสดงว่ามีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ กรวยไตอักเสบถ้าพบเม็ดเลือดขาวเล็กน้อย เช่น 1-2 Cell/ HDF อาจจะไม่สำคัญเท่าไรนัก อาจจะเกิดจากการเก็บปัสสาวะตรวจไม่ถูกวิธี แต่ถ้ามีการติดเชื้ออาจจะพบหลายสิบตัว หรือเป็นร้อยๆ ซึ่งจะรายงานว่า มีจำนวนมาก (Numerous)

-เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells) ค่าปกติ ไม่มี (0-1)  ถ้าพบแสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ อาจจะจากอุบัติเหตุและมีประวัติบ่งชี้ว่า ได้รับการกระแทกตามทางเดินปัสสาวะ หรือมีเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ หรือมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อบางครั้งก็ทำให้มีเม็ดเลือดแดงออกมาในปัสสาวะได้ แต่มักจะมีเม็ดเลือดขาวมากกว่า สาเหตุที่พบบ่อยสุด ที่ทำให้พบเม็ดเลือดแดงจำนวนมากในปัสสาวะคือนิ่ว  ถ้ามีประจำเดือน ไม่ควรเก็บปัสสาวะตรวจ เพราะเลือดจากประจำเดือนจะลงไปปนกับปัสสาวะ ทำให้ พบเม็ดเลือดแดง จำนวนมากในปัสสาวะได้

-จุลชีพ (Microorganism) ได้แก่

  • แบคทีเรีย (Bacteria) เช่น Cocci , Bacilli
  • เชื้อรา (Fungi) เช่น Yeast , Budding , Pseudo , Hyphae
  • อสุจิ (Spermatozoa)
  • พยาธิ (Parastie) เช่น Tirchomonas vaginalis