คลังเก็บผู้เขียน: sirintron

กระเทียม เครื่องเทศสมุนไพร ให้ประโยชน์

กระเทียม

กระเทียม

กระเทียม ชื่อสามัญ Garlic กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ คือคำว่า Allium sativum Linn. จัดอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae และอยู่ในวงศ์ย่อย Allioideae เช่นเดียวกันกับกุยช่าย พลับพลึงขาว พลับพลึงแดง พลับพลึงตีนเป็ด ว่านสี่ทิศ หอมแดง และหอมใหญ่   สำหรับในประเทศไทยนิยมปลูกมากในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สำหรับกระเทียมที่ขึ้นชื่อที่มีคุณภาพดี กลิ่นฉุนคงหนีไม่พ้นจังหวัดศรีษะเกษ     ”กระเทียม” เป็นพืชสมุนไพรและเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรืออาหารฝรั่ง ส่วนใหญ่แล้วก็มักมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งนั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นแล้ว ยังมีคุณค่าต่อร่างกายอีกมาก
ประโยชน์หลักๆ ของกระเทียมคงหนีไม่พ้นการนำมาใช้เพื่อช่วยปรุงรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะใช้ผัด แกง ทอด ยำ ต้มยำ หรือน้ำพริกต่างๆ อีกสารพัดกระเทียมเป็นเครื่องสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด และยังเป็นพืชที่ธาตุซีลีเนียมสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังมีสารอะดิโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิกที่เป็นตัวสร้าง DNA และ RNA ของเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการนำกระเทียมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างหลากหลาย เช่น กระเทียมเสริมอาหาร กระเทียมสกัดผง สารสกัดน้ำมันกระเทียม กระเทียมดอง เป็นต้น
ประโยชน์ของกระเทียม
1. มีสารที่ช่วยต้านมะเร็งได้           ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าเครื่องเทศกลิ่นแรงนี้ นอกจากจะช่วยลดระดับไขมัน, คอลเลสเตอรอล  และน้ำตาลในเลือดได้แล้ว ทั้งนี้กำมะถันที่ผสมอยู่ในกระเทียม ยังสามารถยับยั้งการเกิดของสารก่อมะเร็งที่ชื่อ ไนโตรซามีน (Nitrosamine) ในร่างกาย ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนั้นซีลีเนียม (Selenium) ที่พบในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และลดอันตรายจากการเกิดอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดเซลล์มะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ ได้อีกด้วย
2. สามารถป้องกันโรคหัวใจ            สรรพคุณอันน่าทึ่งของกระเทียม นอกจากช่วยต้านโรคมะเร็งได้แล้ว ยังสามารถป้องกันโรคหัวใจที่หลาย ๆ คนต่างหวาดกลัวได้เป็นอย่างดี รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิต, การอุดตันของเส้นเลือด, ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน
3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย           ประโยชน์ของกระเทียมไม่ได้มีแค่ยับยั้งและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เท่านั้น กระเทียมยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้แล้วพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค, เชื้อไวรัส, เชื้อรา รวมทั้งบรรเทาและลดอาการภูมิแพ้ได้เป็นอย่างมาก
คำแนะนำและข้อควรระวังในการใช้กระเทียม  กระเทียมยิ่งสดเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสรรพคุณที่ดีมากขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับกระเทียมที่ผ่านความร้อนด้วยวิธีการต่างๆ หรือผ่านการหมักดอง จะทำให้วิตามินและสารอัลลิซินที่มีอยู่ในกระเทียมนั้นสลายตัวไป   วิตามินและแร่ธาตุที่อยู่ในกระเทียมนั้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับดินและสภาพอากาศที่ใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย   สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ มีระดับความดันโลหิตเป็นปกติ ผู้ที่มีอาการของเลือดหยุดไหลช้า รวมไปถึงผู้ที่ใช้ยาอื่นๆ เป็นประจำ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ ยาต้านไวรัส คุณไม่ควรรับประทานกระเทียมหรือผลิตภัณฑ์กระเทียมเสริมในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เป็นโทษต่อร่างกายได้   สำหรับที่ได้รับกลิ่นของกระเทียมเป็นประจำ อาจทำให้เกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อรับประทานได้ โดยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ และมีอาหารหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ แต่อาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปเองภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งกระเทียมที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารมักจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่ากระเทียมแบบสดๆ   สำหรับผู้ที่อยู่ในครัวหรือผู้ต้องใช้มือสัมผัสกับกระเทียมเป็นประจำและเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ผิวหนังเกินการอักเสบมีตุ่มน้ำได้ ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกระเทียมโดยตรงเป็นประจำด้วยการสวมถึงมือทุกครั้งในขณะที่จะใช้กระเทียม   แม้ว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มากมาย แต่คุณก็ไม่ควรที่จะเลือกใช้กระเทียมเพื่อหวังผลในการรักษาอาการหรือโรคใดโรคหนึ่ง อีกทั้งผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละบุคคลก็อาจจะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณควรเลือกรับประทานให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะพืชผักสมุนไพรทั่วๆ ไป ถ้าศึกษากันจริงๆ แล้ว มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลย   ปัจจุบันในบ้านเรายังไม่มีการรับรองว่ากระเทียมนั้นจะสามารถรักษาโรคได้จริง คงเป็นได้เพียงแต่สมุนไพรทางเลือกในการรักษาและสมุนไพรเสริมสุขภาพเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สุดฮอด สุดฮิต พิชิตปัญหาเรื่องอย่าว่า น่ากังวล สำหรับสตรี

หญ้ารีแพร์  สมุนไพรคืนความสาว *_* 

10152030_10202451718991990_1078697461670631689_n        Herb_Centotheca_Lappacea

ชื่อสมุนไพร :  หญ้าฮี๋ยุ่ม

ชื่ออื่นหญ้าหมอยแม่หม้าย ขนหมอยแม่ม่าย (สตูล) หญ้าเหล็กไผ่ (สุราษฎร์ธานี) หญ้าอีเหนียว (ชัยนาท) เหนียวหมา (ระนอง)
ชื่อวงศ์Poaceae
ชื่อวิทยาศาสตร์Centotheca Lappacea (L) Desv.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : หญ้าฮี๋ยุ่ม เป็นพืชมีอายุหลายปี
     - ลำต้นหญ้าฮี๋ยุ่ม ลำต้นสูง 50-70 เซนติเมตร
     – ใบหญ้าฮี๋ยุ่ม ใบมีขนาดกว้าง 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ยาว 6.5 – 15.0 เซนติเมตร ตามลำต้น กาบใบ และตัวใบจะเห็นเส้นใบลายเป็นทางยาวชัดเจน ใบมีขน ขอบใบเรียบ บางครั้งมีคลื่นเล็กๆ ทั้งสองด้าน ลิ้นใบ (ligule) เป็นแผ่นบางๆ สีน้ำตาล (membranous) สูง 2-3 มิลลิเมตร
     – ช่อดอกหญ้าฮี๋ยุ่ม ช่อดอกแบบ panicle ยาว 15 – 43 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย (spikelets) มี 2-3 ดอก
     – ดอกหญ้าฮี๋ยุ่ม ดอกมีสีเขียว ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ก้านสั้นๆ ที่กาบดอกด้านล่าง หรือท่อนพันธุ์

สรรพคุณหญ้าฮี๋ยุ่ม

หญ้าฮี๋ยุ่ม ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้กันมานาน สำหรับสตรี ใช้ได้ผลดียิ่ง และมีการใช้สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

สรรพคุณหญ้าฮี๋ยุ่ม ช่วยในการกระชับช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นช่องคลอดของหญิงหลังคลอด หรือในหญิงที่มีปัญหาช่องคลอดหย่อนยานไม่กระชับก็สามารถใช้หญ้าดังกล่าวช่วยคืนความกระชับให้ช่องคลอด กลับมามีความกระชับเต่งตึง ลดการหย่อนยานของมดลูกได้ ทำให้กลับมาเหมือนวัยแรกสาวอีกครั้ง และยังช่วยในการสมานแผล เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายไวไม่ติดเชื้อ
สำหรับในสุภาพบุรุษก็สามารถใช้หญ้าฮี๋ยุ่มนี้ได้เช่นกัน ทั้งในเรื่องการช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ในการรักษาบาดแผล โดยสามารถทำในลักษณะอบไอน้ำ เพื่อบรรเทาอาการริดสีดวงทวารด้วย

หญ้าฮี๋ยุ่ม (หญ้ารีแพร์) เป็นหญ้าตระกูลไผ่ พบการใช้มากในภาคอีสาน หญ้าชนิดนี้มีสารซิลลิกา (Sillica) ที่มีสรรพคุณช่วยในการฟื้นฟู สร้างความยืดหยุ่นของเอ็น หรือเนื้อเยื่อให้มีความแข็งแรงกระชับ และสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ และยังช่วยกระชับผิว ให้เต่งตึงอีกด้วย

1. หญ้าฮี๋ยุ่ม ช่วยกระชับช่องคลอด ในหญิงหลังคลอด หรือหญิงที่มีปัญหาช่องคลอดหย่อนยาน ไม่กระชับ
2. หญ้าฮี๋ยุ่มช่วยคืนความกระชับให้ช่องคลอด ให้กลับมามีความกระชับเต่งตึง
3. หญ้าฮี๋ยุ่มช่วยลดการหย่อนยานของมดลูกได้
4. หญ้าฮี๋ยุ่มช่วยบีบมดลูกให้แห้งเข้า ช่วยขับน้ำคาวปลา
5. หญ้าฮี๋ยุ่มใช้รมบาดแผลทำให้แผลแห้งเร็ว
6. ช่วยลดอาการอักเสบของบาดแผลคลอดบุตรได้
7. หญ้าฮี๋ยุ่มช่วยสมานแผล เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายไว ไม่ติดเชื้อ
8. หญ้าฮี๋ยุ่มช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น เต่งตึง
9. ช่วยบรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนักด้วย
10. ช่วยให้เนื้อเยื่อมีความแข็งแรง และสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่

วิธีใช้หญ้าฮี๋ยุ่ม
1. นำหญ้าฮี๋ยุ่มไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำหญ้าประมาณหนึ่งกำมือมาเผาร่วมกับไม้ผุ หรือถ่าน จนเกิดควัน แล้วจึงนำมาวางไว้ใต้เก้าอี้ที่ผ่านการเจาะรูเป็นวงกลม โดยให้หญิงที่ผ่านการคลอดบุตร หรือต้องการกระชับช่องคลอด และมดลูก มานั่งบนเก้าอี้เพื่อทำการรมควัน ระยะเวลาในการรมควันจะรมจนกว่าควันจะหมด โดยต้องทำติดต่อกันประมาณ 2-5 วัน แล้วแต่กรณี
2. ใช้หญ้าฮี๋ยุ่มต้มอาบ หรือต้มเอาน้ำล้างแผล จะช่วยสมานแผลให้หายได้เร็วขึ้น
3. ใช้หญ้าฮี๋ยุ่มต้มน้ำดื่ม จะช่วยให้ผิวพรรณ และบาดแผลกระชับเร็วขึ้น
4. ใช้หญ้าฮี๋ยุ่มตำ และพอกที่แผล

YouTube Preview Image

แหล่งที่มา http://www.bookmuey.com/?page=CentothecaLappacea_Properties.html&admintool=no

 

ดอยคำฝอย

ดอกคำฝอย

คำฝอย         ชาดอกคำฝอย

คำฝอย ชื่อสามัญ แซฟฟลาวเวอร์ Safflower, False Saffron, Saffron Thistle คําฝอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Carthamus tinctorius L. จัดอยู่ในวงศ์ Compositae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกันกับเก๊กฮวย มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น คำยอง คำหยอง คำหยุม คำยุ่ง (ลำปาง), คำ คำฝอย ดอกคำ (ภาคเหนือ), หงฮัว (จีน), ดอกคำฝอย คำทอง เป็นต้น สมุนไพรไทยดอกคำฝอยมีถิ่นกำเนิดในตะวันออกกลาง ในประเทศไทยบ้านเรามีแหล่งผลิตดอกคำฝอยที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ เพาะปลูกกันมากในอำเภอพร้าว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

สรรพคุณของคําฝอย
1. สมุนไพรดอกคําฝอย สรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด เนื่องจากดอกคำฝอยมีกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) อยู่มากซึ่งกรดชนิดนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือดและขับออกทางปัสสาวะและทางอุจจาระ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานหัวหอม หรือกระเทียม ที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกัน ด้วยการใช้ดอกคำฝอยแห้งประมาณ 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งแล้วใช้ดื่ม หรืออีกสูตรให้ใช้ดอกคำฝอย 1 หยิบมือและดอกเก๊กฮวย 10 ดอก ผสมด้วยน้ำสะอาด 500 cc. แล้วเคี่ยวจนงวดประมาณ30 นาที นำมาดื่มเป็นน้ำชาครั้งละ 1 ถ้วยแก้ววันละ 2-3 ครั้ง และสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติก็ให้รับประทานติดต่อกันสัก 3-7 วัน และถ้าต้องการเพิ่มรสชาติหรือดับรสขื่นหรือเฝื่อน ก็ให้เติมน้ำตาลทรายขาวเข้าไป 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วยแก้ว (ดอก,กลีบที่เหลือจากผล,น้ำมันจากเมล็ด)
2.ดอกคำฝอย ลดความอ้วน ! ด้วยการใช้ดอกประมาณ 5 กรัมนำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ดอก)
3.ช่วยบำรุงประสาท และระงับประสาท (ดอก,กลีบที่เหลือจากผล)
4.ช่วยรักษาโรคฮิสทีเรีย (Hysteria) หรือโรควิตกกังวลอย่างหนึ่ง หรือโรคขาดความอบอุ่น (ดอก)
5.ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาให้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีออกซิเจนเข้าถึงเซลล์ต่างๆ ได้ดี (ดอก)
6.ช่วยบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ และช่วยฟอกโลหิต (ดอก,เกสร,กลีบที่เหลือจากผล)
7.ช่วยสลายลิ่มเลือด จะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบกินของหวาน เพราะจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เลือดเหนียวข้นจับตัวกันเป็นลิ่มเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ดี โดยดอกคำฝอยจะช่วยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลง ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกันเป็นลิ่มเลือด (ดอก)
8.ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยทำให้มีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง (ดอก,กลีบที่เหลือจากผล)
9.ช่วยแก้โรคลมเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก (เมล็ด)
10.ช่วยรักษาอาการปวดหัวใจอันเนื่องมาจากเลือดและซี่ตับ หรือเลือดลมเดินไม่สะดวก (ส่วนมากจะใช้ร่วมกับสมุนไพรตังเซิน ชวนเจียง อู่หลินจือ)
11.ดอกคำฝอย สรรพคุณช่วยขับเหงื่อ ช่วยรักษาอาการไข้หลังของคลอดของสตรี ช่วยแก้ไข้ในเด็ก ช่วยแก้หวัดน้ำมูกไหล ช่วยรักษาท้องเป็นเถาดัน
12.เมล็ด สรรพคุณใช้เป็นยาขับเสมหะ เป็นยาถ่าย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน เมล็ดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยขับระดูโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยกระจายเลือดแก้ประจำเดือนคั่งค้างมาไม่เป็น ช่วยระงับอาการปวดประจำเดือนของสตรี ช่วยแก้อาการปวดมดลูก และลดอาการอักเสบของมดลูกในสตรี แก้อาการตกเลือด อาการปวดท้องหลังคลอด น้ำคาวปลาไม่หมด
13.น้ำมันจากเมล็ด ใช้ทารักษาโรคผิวหนังได้ ช่วยแก้ฝี

คำแนะนำในการใช้สมุนไพรดอกคำฝอย
แม้ว่าคำฝอยจะมีสรรพคุณที่หลากหลาย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อระบบเลือดได้หากไม่รู้จักใช้ให้ถูกวิธี ซึ่งแพทย์แผนจีนมักจะใช้ดอกคำฝอยร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นอยู่เสมอ จะไม่ใช้เป็นยาเดี่ยว ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรใช้ในระยะยาว

โทษของดอกคำฝอย
การรับประทานอย่างต่อเนื่องหรือในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะส่งผลทำให้โลหิตจางได้ มีผลทำให้มีเลือดน้อยลง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือกลายเป็นคนขี้โรคโดยไม่รู้ตัว
การรับประทานในปริมาณมากจนเกินไปอาจจะทำให้มีประจำเดือนมากกว่าปกติ และอาจทำให้มีอาการมึนงง หรือมีผดผื่นคันขึ้นตามตัวได้
สำหรับสตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภคสมุนไพรดอกคำฝอย เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นยาบำรุงเลือดและช่วยขับประจำเดือน หากรับประทานหรือรับประทานในปริมาณมากๆ ก็อาจจะทำให้แท้งบุตรได้
ควรระมัดระวังเมื่อใช่ดอกคำฝอยร่วมกับยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด (Anticoagulant)
แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทย

การดูแลหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย

เข้ากระโจม

                            วัฒนธรรมท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอดในอดีตจะใช้วิธีการดูแลตนเองด้วย การอยู่ไฟ การทับหม้อเกลือ การประคบสมุนไพร การเข้ากระโจม การอบไอน้ำสมุนไพร และการนวดหลังคลอด นอกจากนั้นแล้ว ยังมีข้อห้ามในการรับประทานอาหาร งดอาหารแสลงต่าง ๆ เพราะมีเหตุผลและความเชื่อว่าถ้าหญิงหลังคลอดมีการปฏิบัติตัวในขั้นตอนต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะส่งผลให้สุขภาพของแม่และเด็กแข็งแรง

การส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทยมีรายละเอียดดังนี้

1.การอยู่ไฟ หมายถึง การที่หญิงหลังคลอดนอนบนกระดานแผ่นเดียวหรือบางพื้นที่ใช้แคร่ไม้ไผ่ มีไฟก่อไว้ข้างล่างพอร้อน เป็นระยะเวลา 7-14 วัน บางรายอาจจะอยู่เพียง 3 วัน หรือนานถึง 1 เดือน หรือนานถึง 44 วัน การอยู่ไฟเป็นประเพณีไทยโบราณดั้งเดิม ซึ่งหญิงหลังคลอดในแต่ละภูมิภาคจะต้องอยู่ไฟทุกคน

อุปกรณ์ของการอยู่ไฟ ได้แก่

1) แคร่สำหรับการนอน (กระดานไฟ) ซึ่งนิยมกระดานแผ่นเดียว โดยมีเหตุผลให้หญิงหลังคลอดนอนนิ่ง ๆ เพื่อให้แผลฝีเย็บที่มีการฉีกขาดขณะคลอดหายสนิทดีเร็วขึ้น หรือในบางพื้นที่ใช้แคร่ไม้ไผ่เพื่อให้เกิดการถ่ายเทความร้อนและเหงื่อที่เกิดจากความร้อนได้ดี
2) พื้นสำหรับเติมเชื้อเพลิง เลือกฟืนที่ใช้ก่อไฟแล้วไม่ประทุเป็นสะเก็ด
3) แคร่สำหรับก่อไฟ เพื่อไม่ให้ไฟติดพื้นอาจเกิดเพลิงไหม้บ้านได้ แคร่ก่อไฟอาจจะเป็นกะบะทราย หรือทำแคร่ด้วยต้นกล้วยเป็นฐานรอง
4) อ่างน้ำพร้อมกระบวย สำหรับตักน้ำพรมไม่ให้ไฟร้อนเกินไป
5) เตาที่ใช้ติดไฟ อาจจะใช้เตาถ่าน หรือกะละมังสังกะสีเจาะรูท้ายกะละมั่งก็ได้ ประโยชน์ของการอยู่ไฟ การอยู่ไฟช่วยให้หญิงหลังคลอดได้พักผ่อน และได้รับความอบอุ่น ความร้อนช่วยกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้น้ำคาวปลาถูกขับออกมา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และช่วยให้แผลฝีเย็บรวมทั้งแผลภายในมดลูกแห้งเร็วขึ้น ทำให้สิ่งตกค้างต่าง ๆ ภายในโพรงมดลูกถูกขับออกได้ดีขึ้น นอกจากนั้น การอยู่ไฟจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนทำให้ลดอาการปวดเมื่อยร่วมด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลให้มารดามีสุขภาพแข็งแรง

2. การประคบสมุนไพร หมายถึง การนำสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ ผิวมะกรูด การบูร พิมเสน เกลือ ใบมะขาม เป็นต้น นำมาโขลกพอแหลก คลุกรวมเข้ากัน ห่อเป็นลูกประคบ นำมาผ่านไอความร้อนจากน้ำเดือด เมื่อได้ความร้อนจากไอเต็มที่ นำลูกประคบมาประคบบริเวณหลัง สะโพก ท้อง และขา สมุนไพรที่ใช้ประคบส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย เมื่อถูกความร้อนจะส่งกลิ่นหอม ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ประโยชน์ของการประคบด้วยสมุนไพรในหญิงหลังคลอด ได้แก่ ลดการเป็นตะคริว ลดการช้ำบวม ลดการอักเสบ กระตุ้นให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และช่วยคลายกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อย ช่วยให้การหายใจดีขึ้น

3. การอาบน้ำสมุนไพร การนำสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิดมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาอาบ สมุนไพรที่ใช้ต้ม เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ ผิวมะกรูด ใบเปล้า ใบหนาด เป็นต้น การอาบน้ำสมุนไพรจะทำร่วมกับการประคบเปียก หรืออบสมุนไพรโดยปรับตามความเหมาะสม การอาบสมุนไพรช่วยให้ร่างกายสดชื่น ผิวหนังสะอาด ลดอาการคัน ลดอาการหวัด คัดจมูก เพื่อป้องกันผิวหนังอักเสบ เป็นการบำรุงผิวพรรณไปในตัว

4. การเข้ากระโจมหรือการอบไอน้ำสมุนไพร คือ การนำสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิดมาต้มในกระโจม เพื่อให้ไอน้ำที่ได้จากการต้ม ซึ่งจะต้องอยู่ในที่มิดชิด เพื่อให้ร่างกายได้รับไอน้ำอย่างทั่วถึง ในปัจจุบันจะมีการปรับประยุกต์ใช้เพื่อให้สะดวกขึ้น เป็นการอบสมุนไพรในตู้อบสำเร็จรูปหรือห้องอบสมุนไพร ส่วนสมุนไพรที่ใช้จะใช้เหมือนกับการอบไอน้ำสมุนไพร

สมุนไพรที่ใช้ในการอบไอน้ำ มี 4 กลุ่ม คือ

1) สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ซึ่งมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ปวดเมื่อย อาการหวัดคัดจมูก เช่น ไพล ขมิ้นชัน มะกรูด ฯลฯ
2) สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว กลุ่มนี้จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกและเพิ่มความต้านทานโรคให้กับผิวหนัง เช่น ใบมะขาม และใบหรือฝักส้มป่อย
3) สารหอมที่ระเหิดได้เมื่อถูกความร้อน เช่น พิมเสน การบูร ช่วยแต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น
4) สมุนไพรที่ใช้เฉพาะโรค เช่น กรณีผื่นคันใช้เหงือกปลาหมอ กรณีปวดเมื่อยใช้เถาวัลย์เปรียง กรณีแก้เจ็บตา ตาแฉะ ใช้กระวาน เกสรทั้ง 5 แต่งกลิ่น ช่วยระบบการหายใจ

5. การทับหม้อเกลือ หมายถึง การนำเกลือสมุทรใส่หม้อตั้งไฟให้ร้อน แล้วมาวางบนสมุนไพรที่เตรียมไว้ ห่อผ้าแล้วนำมาประคบตามอวัยวะต่าง ๆ ของหญิงหลังคลอด การทับหม้อเกลือเริ่มจากนำสมุนไพร ได้แก่ ไพล ว่านนางคำ ว่านชักมดลูก ไม่ต้องปลอกเปลือกหั่น และตำให้พอแหลก เคล้าตัวยาทั้ง 3 ผสมกับการบูร วางลงบนผ้าที่จะใช้ห่อ นำใบพลับพลึงกรีดเอาเส้นกลางใบออกวางขวางสลับกันเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม วางบนสมุนไพรที่เตรียมไว้บนผ้าห่อ จากนั้นนำหม้อทะนนหรือหม้อดินขนาดเล็กใส่เกลือเม็ด ตั้งไฟจนเม็ดเกลือแตก ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ยกหม้อเกลือวางลงบนใบพลับพลึงและสมุนไพรที่เตรียมไว้บนผ้าห่อ หลังจากนั้นห่อผ้าแล้วน้ำมาทับบริเวณท้อง หลัง สะโพก และขา

ข้อควรระวังในการทับหม้อเกลือ

1) ห้ามทำในรายที่มีไข
2) ห้ามรับประทานอาหารหนักก่อนทับหม้อเกลือ
3) ห้ามทำกรณีที่มดลูกยังลอยตัว ต้องรอให้มดลูกเข้าอู่ก่อนหรือหลังคลอดประมาณ 2 สัปดาห์
4) การคลอดโดยวิธีผ่าตัด ทำหมัน ห้ามทับหม้อเกลือ หรือควรจะรอให้เกิน 1 เดือน ประโยชน์ของการทับหม้อเกลือ ได้แก่ ทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว ลดไขมันหน้าท้อง บรรเทาอาการปวดเมื่อย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และทำให้น้ำคาวปลาไหลสะดวก การทับหม้อเกลือควรทำติดต่อกัน 3-5 วัน ครั้งละไม่เกิน 2 ชั่วโมง และควรทำในตอนเช้า

6. การนวดหลังคลอด การนวดหลังคลอดจะมีท่านวดที่เรียกว่า “การนวดเข้าตะเกียบ” เนื่องจากหญิงหลังคลอดจะมีอาการขัดสะโพกและขา เพราะเกิดจากการขยายตัวของอุ้งเชิงกรานในช่วงตั้งครรภ์และขณะคลอด จนทำให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งปกติแล้วข้อต่อเหล่านี้สามารถกลับเข้าที่ได้เอง แต่ต้องใช้เวลาสักระยะ แต่การนวดเข้าตะเกียบเป็นการช่วยให้ข้อต่อกลับเข้าที่ได้เร็วขึ้น แต่ต้องเป็นผู้ชำนาญเท่านั้น ที่สามารถทำให้กับแม่หลังคลอดได้ เพราะถ้าไม่มีความชำนาญอาจทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อได้           ปัจจุบันคนไทยยังมีหญิงคลอดทั้งในเมืองและชนบทใช้วิธีการส่งเสริมสุขภาพหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทยอยู่มาก และส่วนใหญ่พบว่า สุขภาพหญิงหลังคลอดดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจแข็งแรง ปัจจุบันจึงได้มีนักวิจัยจำนวนมากที่หันมาศึกษาวิจัยการส่งเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ และเป็นความหวังว่าในอนาคตคนรุ่นใหม่คงจะได้ใช้การแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานต่อไป

บรรณานุกรม สถาบันการแพทย์แผนไทย. (2551). การดูแลสุขภาพหญิงคลอดด้วยการแพทย์แผนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กิจการ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. ภาพประกอบ banner จาก http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156881, http://yoofaibypunnada.com.a17.readyplanet.net/

 

ไพล สมุนไพรสำหรับมารดาหลังคลอด

ไพล 

หัวไพล01

ชื่อสามัญ         ไพล
ชื่อท้องถิ่น       ปูลอย  ปูเลย  มิ้นสะล่าง  ว่านไฟ
ชื่อวิทยาศาสตร์           Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.
Zingiber cassumunar Roxb. (ชื่อพ้อง)
ชื่อวงศ์            Zingiberaceae
ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ
ใบ       
รสขื่นเอียน      แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก่ปวดเมื่อย
ดอก     รสขื่น แก้ช้ำใน  กระจายเลือดที่เป็นลิ่มเป็นก้อน  ทำลายเลือดเสีย ขับระดู
ต้น       รสฝาดขื่นเอียน    แก้อุจจาระธาตุพิการ  แก้ธาตุพิการ
ราก      รสขื่นเอียน      แก้เลือดกำเดาออกทางปากทางจมูก  แก้อาเจียนเป็นโลหิต
เหง้า    รสฝาดขื่นเอียน   ขับระดู  แก้เหน็บชา  แก้ปวดท้อง  แก้บิดมูกเลือด  ขับลม  แก้ท้องเสีย
แก้ลำไส้อักเสบ  ขับเลือดร้าย  แก้มุตกิตระดูขาว  แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้เคล็ดขัดยอก
แก้โรคผิวหนัง  แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  เป็นยาชาเฉพาะที่
องค์ประกอบ

เหง้าไพล ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีสาระสำคัญ เช่น α-pinene , subinene ,
α- terpinene , – terpinene และ terpinene-4-ol และเหง้าไพลยังมีสารสีเหลือง curcumin ,
β- sitosterol , และสาร  acyclohexene derivatives , naphtoquinones derivatives ที่สำคัญคือสาร D หรือ (E)-4-(3,4-dimethoxyphenyl) but-3-en-l-ol และ (E)-l-(3,4- dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD)
ข้อบ่งใช้ (indication)
ครีมไพล   รักษาอาการบวม  ฟกช้ำ เคล็ด  ยอก
น้ำต้มไพล  ช่วยขับน้ำคาวปลา
ข้อห้ามใช้ (contraindication)
ครีมไพล  ห้ามทาบริเวณขอบตาและเนื่อเยื่ออ่อน  บริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือแผลเปิด
น้ำต้มไพล  ไม่ควรดื่มติดต่อกันนานเกิน 15 วัน ข้อควรระวัง (precaution)
ไม่แนะนำให้ใช้กับสตรีมีครรภ์ หรือระหว่างให้นมบุตรและกับเด็กเล็ก
อาการไม่พึ่งประสงค์  ( adverse effect )
            ครีมไพล  ยังไม่มีรายงาน
น้ำต้มไพล  เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าน้ำต้มไพลทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัว  ทำให้ตัวเหลือง

อ้างอิงจาก หนังสือบัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549 หน้า 66 – 71